วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ประชาธิปไตย


ประชาธิปไตย

เป็นระบอบการปกครองแบบหนึ่ง ซึ่งบริหารอำนาจรัฐมาจากเสียงข้างมากของพลเมือง ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยพลเมืองอาจใช้อำนาจของตนโดยตรงหรือผ่านผู้แทนที่ ตนเลือกไปใช้อำนาจแทนก็ได้ ประชาธิปไตยยังเป็นอุดมคติที่ว่าพลเมืองทุกคนในชาติร่วมกันพิจารณากฎหมายและ การปฏิบัติของรัฐ และกำหนดให้พลเมืองทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการแสดงความยินยอมและเจตนาของ ตน

ประชาธิปไตยเกิดขึ้นในบางนครรัฐกรีกโบราณช่วงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเอเธนส์หลังการก่อการกำเริบเมื่อ 508 ปีก่อนคริสตกาล ประชาธิปไตยแบบนี้เรียกว่า ประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งพลเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการทางการเมืองโดยตรง แต่ประชาธิปไตยในปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน โดยสาธารณะออกเสียงในการเลือกตั้งและเลือกนักการเมืองเป็นผู้แทนตนในรัฐสภา จากนั้น สมาชิกสภาจเป็นผู้ตัดสินใจด้วยเสียงข้างมาก ประชาธิปไตยทางตรงยังมีอยู่ในระดับท้องถิ่นหลายประเทศ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกเทศบาล อย่างไรก็ดี ในระดับชาติ ความเป็นประชาธิปไตยทางตรงมีเพียงการลงประชามติ การริเริ่มออกกฎหมายและการถอดถอนผู้ได้รับเลือกตั้ง

แม้ในปัจจุบัน ประชาธิปไตยจะยังไม่มีนิยามที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วกันก็ตามแต่ความเสมอภาคและอิสรภาพได้ถูกระบุว่าเป็นคุณลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยนับแต่โบราณกาล หลักการดังกล่าวถูกสะท้อนออกมาผ่านความเสมอภาคทางกฎหมายของ พลเมืองทุกคน และมีสิทธิเข้าถึงกระบวนการทางกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่น ในประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน ทุกเสียงมีน้ำหนักเท่ากันทั้งสิ้น และไม่มีการจำกัดอย่างไร้เหตุผลใช้บังคับกับทุกคนที่ปรารถนาจะเป็นผู้แทน ส่วนอิสรภาพได้มาจากสิทธิและเสรีภาพตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งโดยทั่วไปได้รับการคุ้มครองโดยรัฐธรรมนูญ

ประชาธิปไตยถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในกรีซโบราณ แต่วิธีปฏิบัติแบบประชาธิปไตยปรากฏในสังคมอยู่ก่อนแล้ว รวมทั้งเมโสโปเตเมีย ฟินีเซียและอินเดียวัฒนธรรมอื่นหลังกรีซได้มีส่วนสำคัญต่อวิวัฒนาการของประชาธิปไตย เช่น โรมันโบราณ  ยุโรป  และอเมริกาเหนือและใต้ ] มโนทัศน์ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนเกิดขึ้นส่วนใหญ่จากแนวคิดและสถาบันซึ่งได้ถูกพัฒนาระหว่างยุคกลางของยุโรปและยุคภูมิธรรมในการปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติฝรั่งเศส
ประชาธิปไตยได้ถูกเรียกว่า "ระบอบการปกครองสุดท้าย" และได้แพร่หลายอย่างมากไปทั่วโลก สิทธิในการออกเสียงลงมติในหลายประเทศได้ขยายวงกว้างขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จากกลุ่มค่อนข้างแคบ (เช่น ชายมั่งมีในกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง ๆ) โดยนิวซีแลนด์เป็นชาติแรกที่ให้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั่วไปแก่พลเมืองทุกคนใน ค.ศ. 1893

อุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology)

อุดมการณ์ทางการเมือง (Political Ideology)

อุดมการณ์ คือ ระบบค่านิยมหรือความเชื่อที่บุคคลใด ๆ ยอมรับเสมือนว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือความจริง เช่น
-อุดมการณ์ ประชาธิปไตย คนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์นี้ต่างยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยอันเป็นอำนาจสูงสุด เป็นของปวงชน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง คนเราต่างมีสิทธิเสรีภาพมีเหตุมีผลด้วยกันทุกคน มีความสามารถในการปกครองตนเองได้
-อุดมการณ์ ฟาสซิสต์ คนที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์นี้ต่างยอมรับร่วมกันว่าผู้นำสูงสุดเป็นคนเดียว เท่านั้นที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่เป้าหมายความเป็นเอกภาพ คนเราเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน ผู้นำเป็นบุคคลพิเศษในหมู่ชนชั้นนำ ไม่ใช่ใครก็เป็นผู้นำได้
ฯลฯ
อย่าง ไรก็ตามไม่ได้หมายความว่าทุกความเชื่อจะจัดเป็นอุดมการณ์ เช่น เชื่อว่าวิญญาณลูกชายที่เสียชีวิตไปมาสิงในร่างตัวเงินตัวทอง เลยจับมันมาอาบน้ำอาบท่าเลี้ยงดู เหมือนเป็นคน ความเชื่อแบบนี้ไม่ถือเป็นอุดมการณ์ ความเชื่อที่อาจจัดได้ว่าเป็นอุดมการณ์ ได้แก่ ความเชื่อที่มีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้
1. ความเชื่อนั้นต้องเป็นที่ยอมรับร่วมกันของคนในสังคม  
2. เป็น ความเชื่อที่สัมพันธ์กับเรื่องราวที่สำคัญของสังคม ถ้าเป็นความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องราวของรัฐ เช่น อำนาจรัฐ การใช้อำนาจรัฐ รูปแบบการปกครอง ก็เป็นอุดมการณ์ทางการเมือง ถ้าความเชื่อนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางเศรษฐกิจก็จัดเป็นอุดมการณ์ทาง เศรษฐกิจ
3.  เป็น ความเชื่อที่คนในสังคมต่างยึดเป็นแนวทางการปฏิบัติในชีวิตอย่างสม่ำเสมอ เช่น อุดมการณ์ประชาธิปไตยเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผล เพราะฉะนั้นวิถีชีวิตของคนในสังคมประชาธิปไตยจึงให้เสรีภาพในการแสดงออก ยอมรับในเสียงข้างมาก เหตุผลใดที่สามารถจูงใจให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่ถูกต้องจะได้ รับการสนับสนุนโดยเสียงข้างมาก เป็นมติที่ประชุมนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป
4.  เป็น เครื่องมือสำคัญในการยึดเหนี่ยวกลุ่มคนให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ เช่น ความรักใคร่ในหมู่ชาวค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกันรู้สึกว่าพวกตนล้วนเป็นพี่เป็นน้องกัน เวลาได้ยินเพลงของชาวค่ายแล้วน้ำตาพาลจะไหลคิดถึงบรรยากาศสมัยออกค่าย
สมัยอาจารย์เรียนอยู่ธรรมศาสตร์ช่วง พ.ศ. 2512 2515 เคยไปออกค่ายที่โรงเรียนบ้านเกิ้ง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เพื่อปลูกฝังแนวคิดประชาธิปไตยแก่เยาวชน (ไม้อ่อนดัดง่าย) เด็กรุ่นนั้นบางคนปัจจุบันเป็นนายอำเภออาวุโสไปแล้ว อาจารย์เป็นหัวหน้าค่ายมา 4 ปี รู้ดีว่ายามทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน สุขก็สุขด้วยกัน ในการออกค่ายมีปัญหามาให้แก้มากมาย เช่น อยู่ไปไม่กี่วันข้าวสารหมด ลูกค่ายไม่มีข้าวกินต้องวิ่งหากันให้วุ่นวายแต่นั่นคือความสามัคคีของทุกคน ที่ต้องฝ่าฟันแก้ปัญหาร่วมกัน ถึงวันปิดค่ายทำกิจกรรมรอบกองไฟร้องเพลงประจำค่าย เราอาสาและพัฒนา ใจเริงร่าและสามัคคี…” สมาชิกก็น้ำหูน้ำตาไหลกันไป อาจารย์ยังจำภาพวันนั้นได้ดี  ผ่าน ไปสามสิบปีประมาณ พ.ศ. 2545 หน้าตาแต่ละคนเปลี่ยนแปลงไปมาก อาจารย์ได้รับเชิญไปบรรยายในโครงการร่วมมือกับสถาบันทหารชั้นสูง ลูกศิษย์เป็นทหารนั่งกันหน้าสลอน อาจารย์ก็สอนเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนอย่างที่กำลังสอนให้นักศึกษา ฟังอยู่ขณะนี้ พอพักเบรกมีนายทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วตบป้าบเข้าไปที่ไหล่อาจารย์บอก มึงจำกูได้มั้ย ปรากฏว่าเป็นพรรคพวกที่เคยออกค่ายที่บ้านเกิ้งด้วยกัน พอรู้ว่าเป็นชาวค่ายร่วมกันมาก่อนทั้งอาจารย์และเพื่อนก็กอดกันกลม เกิดความรู้สึกของความเป็นพวกเดียวกัน เคยตกทุกข์ได้ยากกินข้าวหม้อเดียวกันมาก่อน เป็นคนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน
หน้าที่ของอุดมการณ์
1. เป็นเครื่องมือช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับระบบการปกครองและสถาบันทางการ เมืองในขณะนั้น เช่น ประเทศไทยใช้อุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง กระบวนการทางการเมืองภายในเป็นไปภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย
2. ช่วยสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและระดมสรรพกำลังของคนในชาติ เช่น เมื่อเกิดวิกฤตรัฐบาลจะใช้อุดมการณ์ชาตินิยมปลุกจิตสำนึกประชาชนให้สามัคคี เป็นหนึ่งเดียวกัน ร้องเพลงชาติวนกันทุกจังหวัดมาจบลงที่กรุงเทพฯ เพลงปลุกใจถูกเปิดทุกวันเพื่อให้คนไทยสามัคคีกัน
3. ช่วยปลุกเร้ามวลชนโดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองมีปัญหา เช่น ในยามสงคราม ยามเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนถูกปลุกเร้าให้รักชาติ ช่วยกันรัดเข็มขัด
4. ช่วยในการสื่อสารระหว่างกัน โดยใช้สื่อภาษาที่เข้าใจกันระหว่างผู้มีอุดมการณ์เดียวกัน
5. ช่วยให้เราสามารถแสดงออกถึงความต้องการ เป็นการช่วยปลดปล่อยแรงผลักดันจากภายในได้ เช่น ถ้าเรามีความอัดอั้นตันใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่ถ้ามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ที่เข้าอกเข้าใจเรา จะช่วยให้เราระบายความอัดอั้นตันใจนั้นออกมาได้ เพื่อนจะรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจและสื่อสารต่อเนื่องกัน แต่ถ้าไปคุยกับคนต่างอุดมการณ์จะคุยกันไม่รู้เรื่อง
6. เป็นปัจจัยที่จะช่วยวิพากษ์วิจารณ์สังคมในตัวเอง ช่วยให้เกิดความเชื่อใหม่ที่ทนต่อการวิพากษ์ อุดมการณ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ไม่อาจตอบคำถามของสังคมได้ผู้คน จะเสื่อมศรัทธา ไม่ยอมรับอุดมการณ์นั้น ๆ อีกต่อไปแต่จะหันไปยอมรับอุดมการณ์หรือความเชื่อใหม่
7. ช่วยให้คนออกมาเคลื่อนไหวหรือกระทำการทางการเมืองในรูปแบบใด ๆ ก็ได้ เช่น คนกัมพูชาออกมาเผาสถานทูตไทย
อุดมการณ์ทางการเมืองกับเศรษฐกิจ
ในทุกสังคมจะมีอุดมการณ์ใหญ่ ๆ สองอุดมการณ์คืออุดมการณ์ทางเศรษฐกิจและอุดมการณ์ทางการเมือง 

เขียน กราฟสองแกนให้แกนนอนเป็นอุดมการณ์เศรษฐกิจ แกนตั้งเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง                                                          ประชาธิปไตย
                                                                       
                                                A                                 B
            สังคมนิยม                                                                       ทุนนิยม
 
                                       C                                 D
                                                                        เผด็จการเบ็ดเสร็จ
 
ถ้า คนในสังคมเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในทางการเมืองควรตกอยู่ใน มือของคนส่วนใหญ่เรียกอุดมการณ์ทางการเมืองนี้ว่า ประชาธิปไตย ในทางตรงข้ามถ้าอำนาจอธิปไตยตกอยู่ในมือคน ๆ เดียว มีสิทธิใช้อำนาจอธิปไตยเพียงลำพังเรียกอุดมการณ์ทางการเมืองนี้ว่าเผด็จการ เบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) เช่น นาซี ฟาสซิสม์ (อำนาจสูงสุดอยู่ในมือผู้ปกครองเพียงคนเดียว)
แกน นอนเป็นความคิดความเชื่อเรื่องการจัดการทางเศรษฐกิจ (อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจ) ถ้าเชื่อว่าอำนาจในการกำหนดวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจของประชาชนอยู่ในมือของคน บางคนบางกลุ่ม เรียกอุดมการณ์เศรษฐกิจนี้ว่าทุนนิยม ในทางตรงข้ามถ้าเชื่อว่าอำนาจในการกำหนดวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจของประชาชนอยู่ ในมือของสังคมโดยรวม เรียกอุดมการณ์เศรษฐกิจนี้ว่า สังคมนิยม สังคมเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต 

วันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปฏิวัติกับรัฐประหาร

ปฏิวัติ (revoluton)

หมายถึง การเปลี่ยนรูปแบบหรือระบอบการปกครองประเทศ จากรูปแบบหนึ่ง ไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง อย่างสิ้นเชิง เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส (เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ)หรือ ในประเทศไทย ก็คือสมัย ร๗ ที่เปลี่ยนจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ)

ส่วน รัฐประหาร(coup de ta)

หมายถึง การใช้กำลัง เพื่อเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล โดยระบอบการปกครองยังคงเดิม เช่น การรัฐประหารสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม หรือ สมัย พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ ซึ่งจะเห็นว่า เปลี่ยนแปลงเฉพาะคณะรัฐบาลเท่านั้น โดยที่ประเทศไทยยังคงระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์
เป็นประมุขเช่นเดิม

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การปฎิวัตและรัฐประหาร

 
    
      ปฏิวัติ หรือ การปฏิวัติ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากระบบเดิม ยกเลิกระบบเดิม ใช้ระบบใหม่ หรือ การรื้อโครงสร้างเดิมเป็นส่วนใหญ่ หรือจะใช้เป็นคำที่อธิบายว่ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เช่น ปฏิวัติตนเอง คือปรับปรุงตัวเองใหม่ จากหน้ามือเป็นหลังมือเป็นต้น
คำว่าปฎิวัติในภาษาอังกฤษ มีรากศัพท์จากภาษาละตินคือ revolutio และ revolvere แปลว่าการหมุนรอบ หรือแปลได้อีกทางหนึ่งว่าการพลิกฟ้าควำ่แผ่นดิน (to turn around) คำนี้มีใช้ทั่วไปในทางสังคมศาสตร์ แต่ก็มีใช้ในทางวิทยาศาสตร์เช่นกันเช่นการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
สารานุกรมเมอร์เรียม-เวบสเตอร์ (Merriam-Webster Encyclopedia) อธิบายว่า การปฏิวัติในทางการเมืองนั้นคือการเปลี่ยนแปลงการตัดรูปแบบของการเมืองการปกครองในระดับฐานราก (fundamentally) สารานุกรมบริทานิกา คอนไซส์ (Briyanica Concise Encyclopedia) อธิบายว่าการปฏิวัติในทางสังคมศาสตร์ และในทางการเมืองคือการกระทำความรุนแรงต่อโครงสร้าง, ระบบ, สถาบัน ฯลฯ ทางสังคมการเมือง การปฏิวัติทางสังคมการเมืองจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากมาตรฐานต่างๆที่สังคมการเมืองเป็นอยู่เดิม เพิ่มจัดตั้ง หรือสถานามาตรฐานของสังคมการเมืองแบบใหม่ให้เกิดขึ้น

โดยสรุปการปฏิวัติมีความหมายว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบ (regime) ในทางสังคมการเมืองอาทิ วัฒนธรรมทางการเมือง อุดมการณ์ทางการเมือง เป็นต้น การปฏิวัติจึงไม่ต่างจากการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการเมือง (political paradigm) ซึ่งเกิดได้ยากกว่าการรัฐประหาร ซึ่งเพียงการเปลี่ยนแปลงระบบทางการเมือง (political system) อาทิ ผู้นำของรัฐ (head of state) หรือรัฐบาล (government) เท่านั้น[4]
อนึ่งการปฏิวัติทางการเมืองเป็นมโนทัศน์ที่สำคัญในการอธิบายการปฏิวัติสังคมในลัทธิทรอทสกี้ (Trotkyism)
            รัฐประหาร หรือ การรัฐประหาร (ฝรั่งเศส: coup d’état กูเดตา) ในวิชาการพัฒนาการเมืองซึ่งเป็นสาขาวิชาทางรัฐศาสตร์ จะถือว่าการรัฐประหารไม่ใช่วิธีทางของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย และถือเป็นความเสื่อมทางการเมือง (political decay) แบบหนึ่ง
 รัฐประหาร หมายถึงการล้มล้างรัฐบาลที่บริหารปกครองรัฐในขณะนั้น แต่มิใช่การล้มล้างระบอบการปกครองหรือรัฐทั้งรัฐ และมิจำเป็นต้องมีการใช้ความรุนแรงหรือนองเลือดเสมอไป เช่นหากกลุ่มทหารอ้างว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบริหารประเทศชาติผิดพลาด และจำเป็นต้องบังคับให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ จึงใช้กำลังบังคับให้ออกจากตำแหน่งและประกาศรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ทันที เยี่ยงนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นการก่อรัฐประหาร
ความพยายามในการก่อรัฐประหารที่ไม่ประสบความสำเร็จมักถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏ
คำว่า รัฐประหาร มาจากคำภาษาฝรั่งเศส คือ coup d’état ซึ่งหากแยกพิจารณาจากการสนธิคำจะแปลตรงตัว่าว่า การล้มล้างอย่างเฉียบพลัน (coup = blow of) ต่อรัฐ (d’état = on state)
ในพจนานุกรมบริทานิกา คอนไซส์ (Britannica Concise Encyclopedia) นิยามว่า คือ การยุบเลิกรัฐโดยฉับพลัน (stroke of state) การเข้ามาเถลิงอำนาจโดยเฉียบพลัน มักจะเกิดด้วยความรุนแรง การรกระทำดังกล่าวกระทำการโดยกลุ่มก่อการ (a group of conspirators) การรัฐประหารจะเกิดในประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองต่ำ หรือไม่ก็ไร้เสถียรภาพทางการเมือง ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยการรัฐประหารมักไม่ประสบความสำเร็จ  ส่วนพจนานุกรรมศัพท์ทางการทหารของออกซ์ฟอร์ด (Oxford Companion to Military History) อธิบายว่าความพยายามในการเปลี่ยนแปลกคณะปกครอง หรือรัฐบาลด้วยกำลัง โดยมากมักเกิดจากกองทัพ  พจานุกรมศัพท์ทางทหารอเมริกันของออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionary of the US Military) นิยามว่า คือการเข้ามาเถลิงอำนาจในรัฐบาลอย่างรวดเร็ว รุนแรง และผิดกฎหมาย  พจนานุกรมศัพท์ทางการเมืองของออกซ์ฟอร์ด (Oxford Dictionary of Politics) การยุบเลิกรัฐบาลอย่างกระทันหันด้วยกำลังที่ผิดกฎหมาย มักกระทำการโดยกองทัพ หรือส่วนหนึ่งของกองทัพ รัฐประหารมักเกิดขึ้นโดยความไม่เห็นชอบของประชาชน หรือไม่ก็มักเป็นความจากประชาชนบางส่วน ซึ่งมักเป็นชนชั้นกลาง หรือไม่ก็ด้วยความร่วมมือของพรรคการเมือง หรือกลุ่มทางการเมือง 
โดยสรุปการรัฐประหารคือการเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองรัฐ (head of state) หรือรัฐบาล (government) โดยเฉียบพลันด้วยกำลัง ความรุนแรง และผิดกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime)
รัฐประหารในประเทศไทย
คณะรัฐประหารในประเทศไทยที่ก่อการสำเร็จมักจะเรียกตนเองหลังก่อการว่า คณะปฏิรูปหรือ คณะปฏิวัติเพื่อให้มีความหมายไปในเชิงบวก อย่างไรก็ตามมีผู้เสนอว่าการ ปฏิวัติหรือ อภิวัฒน์” (revolution) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองนั้นเกิดขึ้นในประเทศไทยเพียงครั้งเดียวคือเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
ผู้ที่ก่อการรัฐประหารได้สำเร็จในประเทศไทยมาจากฝ่ายทหารบกทั้งสิ้น ส่วนทหารเรือได้มีความพยายามในการก่อรัฐประหารแล้วแต่ไม่สำเร็จเป็นกรณีกบฏวังหลวง ใน พ.ศ. 2492 และ กบฎแมนฮัตตันใน พ.ศ. 2494 หลังจากนั้นทหารเรือก็เสียอำนาจในแวดวงการเมืองไทยไป
3.             รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
4.             รัฐประหาร 6 เมษายน พ.ศ. 2491 คณะนายทหารกลุ่มที่ทำการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 จี้บังคับให้ นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมอบตำแหน่งต่อให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
5.             รัฐประหาร 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
6.             รัฐประหาร 16 กันยายน พ.ศ. 2500 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม
7.             รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2501 นำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร (ตามที่ตกลงกันไว้)
8.             รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 นำโดย จอมพลถนอม กิตติขจร ยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง
9.             รัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
10.      รัฐประหาร 20 ตุลาคม พ.ศ. 2520 นำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร
12.      รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปต่างประเทศ
 

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การรีเอ็นจิเนียริ่ง


รีเอ็นจีเนียริ่ง คือ การรื้อปรับระบบ ซึ่งมีหลายความหมายดังต่อไปนี้

  • การเริ่มต้นกันใหม่โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมา จากอดีตจนถึงปัจจุบัน หรือไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อย แต่เป็นกระบวนการที่ทำมายาวนาน เพื่อที่จะสร้างสินค้าหรือบริการที่ให้คุณค่าแก่ผู้บริโภค
  • การพิจารณาหลักการพื้นฐานอีกครั้งหนึ่งและการออกแบบกระบวนการทางธุรกิจอีกครั้งเพื่อก่อให้เกิดการปรับปรุงที่ยิ่งใหญ่อย่าเห็นเด่นชัด

การรีเอ็นจีเนียริ่ง คือ รูปแบบการนำกระบวนการจัดการใหม่มาแทนกระบวนการที่ใช้อยู่เดิมอย่างถอนรากถอนโคนหรือเรียกว่า คือการประดิษฐ์ค้นคิดหากระบวนการดำเนินกิจการขึ้นมาใหม่ หลักการของรีเอ็นจิเนียริ่งจึงต้องยึดอยู่กับการสนองต่อกลยุทธ์หลักขององค์การธุรกิจนั้นทั้งในด้านการตลาด การผลิต การบริการและอื่นๆ

จากความหมายดังกล่าวจะเห็นว่า การรีเอ็นจิเนียริ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำทั้งองค์การและดำเนินการทุกด้านทั้งด้านการตลาด การผลิต การบุคลากร การบริการ และกับทุกระบบ

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในการทำรีเอ็นจิเนียริ่ง มีดังนี้


1.ใช้กลยุทธ์เป็นตัวนำ ต้องพิจารณาว่าธุรกิจของเราเป็นธุรกิจอะไรแบบไหนในอนาคต และพยายามมองหาวิธีการที่จะสร้างผลกำไรจากธุรกิจนี้
2.ต้องอาศัยการเริ่มและบังคับบัญชาโดยผู้บริหารระดับสูง การรีเอ็นจิเนียริ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลายหน่วยงาน ดังนั้นผู้บริหารที่มีอำนาจเพียงพอเท่านั้นจึงสามารถดูแลตรวจสอบกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ และทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงรอยต่อระหว่างหน่วยงาน
3.สร้างบรรยากาศของความเร่งด่วน ผู้บริหารจะต้องสร้างบรรยากาศให้งานต่างๆมีความเร่งด่วน ผลักดันงานให้มีความต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง และสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับผู้ปฏบัติงานในหน่วยงานนั้นๆ
4.การออกแบบและกระบวนการจากภายนอก การที่องค์การจะหาความต้องการของลูกค้าได้นั้นจะต้องใช้วิธีการสำรวจวิจัยหลายรูปแบบ นอกจากนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานนักกับการศึกษาขั้นตอนต่างๆของงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้ทิ้งระบบเก่าโดยเร็ว ระบบอาจนำมาพิจารณาจุดที่สำคัญของงานได้บ้างในบางขั้นตอน
5.การดำเนินการกับที่ปรึกษา ผู้บริหารควรจะเข้ามาร่วมงานตั้งแต่ต้นจนจบ คือ เริ่มตั้งแต่การออกแบบงาน การนำแผนไปปฏิบัติ และให้การอบรมแก่ผู้เชี่ยวชาญภายในองค์การ เพื่อถ่ายทอดหลักการเหล่านั้นไปยังระดับล่าง
6.ทำการผนวกกิจกรรมของระดับบนลงสู่ระดับล่าง การรีเอ็นจิเนียริ่ง ไม่สามารถเริ่มต้นได้จากระดับล่าง เพราะอาจจะมีการขัดขวางจากกลุ่มคนหรือหน่วยงานภายในองค์การแต่การบริหารจากระดับบนสู่ระดับล่าง หรือจากระดับล่างขึ้นสู่ระดับบนนั้นไม่ได้มีวามขัดแย้งกันโดยแท้จริงแล้ว การรีเอ็นจิเนียริ่งให้ดีนั้น ต้องอาศัยสภาพแวดล้อม และบรรยากาศของการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่องของระบบ TQM การตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องของการบริหารจากระดับบนลงสู่ระดับล่า ขณะเดียวกันวิธีการทำงานเป็นเรื่องของการบริหารจากระดับล่างสู่ระดับบน

ปฏิรูปการเมือง

คำว่า ปฏิรูปการเมือง หมายถึง การผ่าตัดปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดองค์กรทางการเมือง (และเศรษฐกิจส้งคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง) เพื่อทำให้การพัฒนาทางการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยชนิดที่ประชาชนสามารถเข้าไปมีบทบาทได้มากขึ้น เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ มีวุฒิภาวะในการที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆได้อย่างสันติวิธี การปฏิรูปการเมืองมีเป้าหมายที่จะทำให้โครงสร้างการจัดองค์กรทางการเมืองแบบใหม่ สามารถมีบทบาทในการพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ในระยะยาวได้มากกว่าที่แล้วมา ซึ่งเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยในระยะสั้นเท่านั้น

คำว่า “การเมือง” ควรเข้าใจในความหมายกว้างว่า หมายถึง การที่สมาชิกในสังคมต่อรองและตกลงกันในการหาวิธีการจัดการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เพื่อให้สมาชิกในสังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ดังนั้น เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ จึงเป็นเรื่องการเมืองในความหมายกว้างนี้ทั้งสิ้น การเมืองไม่ได้หมายถึงเฉพาะเรื่องการเลือกตั้งผู้แทนระดับต่างๆเท่านั้น
แต่คำว่า ปฏิรูปการเมือง ในทัศนะของนักการเมือง (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร) หลายคนมักจะเข้าใจ หรือตั้งใจจะหมายความแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อปรับปรุงระบบการเลือกตั้งให้มีการแข่งขันกันซื้อเสียงน้อยลง และเป็นประโยชน์แก่พวกเขาในแง่ที่ว่าพวกเขาจะได้ไม่ต้องใช้เงิน ใช้ทองมากเกินไป และหรือจะได้ไม่ต้องพึ่งพา เป็นหนี้บุญคุณ ต้องเอาใจนักธุรกิจ นายทุนที่สนับสนุนพวกเขามากเกินไป

   การแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปทางการเมืองในความหมายกว้างได้ แต่ไม่ได้แปลว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว ก็ถือว่าการปฏิรูปการเมืองจบแล้ว เพราะการร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น คงจะทำได้ในขอบเขตจำกัด ต้องมีการประนีประนอม ประสานประโยชน์ในหมู่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและสภาผู้แทนราษฎรกันมาก รัฐธรรมนูญจึงคงจะออกมาอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกต้องการ คือ แก้ไขในบางประเด็น แต่ไม่ได้ต่างไปจากเดิมมากนัก คือ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนอย่างที่ประชาชนผู้มีการศึกษา มีความรู้ต้องการ
นอกจากนี้แล้ว เราต้องไม่ลืมรัฐธรรมนูญเป็นแค่ตัวบทกฎหมายที่คนที่มีอำนาจ (ทั้งทางการเมืองเศรษฐกิจ) มีความรู้ มีการจัดตั้งองค์กรที่ดี สามารถใช้เป็นเครื่องมือให้เป็นประโยชน์แก่พวกตนได้มากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มีอำนาจ ความรู้ การจัดตั้งองค์กรน้อยกว่า ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้โรคทุกอย่างได้ การปฏิรูปการเมืองที่แท้จริงจะต้องมุ่งปฏิรูปที่โครงสร้างทางอำนาจ โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม และวัฒนธรรมด้วย

สังคมไทยปัจจุบัน ต้องการการปฏิรูปการเมืองก็เพราะระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในปัจจุบันของไทย มีข้อบกพร่องเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยากจน การศึกษาและการรับรู้ข่าวสารต่ำ จึงมักนิยมเลือกคนที่เป็นผู้อุปถัมภ์ มีบุญคุณ คนรวยที่มีอำนาจบารมี คนที่พูดเก่ง  หาเสียงเก่งเข้าไปเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าไปเป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยหวังจะได้พวกเขาเป็นที่พึ่ง เพื่อแก้ปัญหาส่วนตัว หรือแก้ปัญหาในท้องถิ่นมากกว่ามุ่งเลือกคนที่ไปทำหน้าที่ออกกฏหมาย และบริหารประเทศ  โดยที่เมื่อพวกนักหาเสียงเลือกตั้งเก่งเหล่านี้ได้รับเลือกเข้าไปแล้ว ประชาชนก็ไม่มีสิทธิในการควบคุมดูแลถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริงได้  ไม่มีสิทธิในการควบคุมดูแลตรวจสอบราชการบริหารประเทศอย่างซื้อสัตย์ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ได้ เพราะทั้งรัฐธรรมนูญ ตัวบทกฏหมาย โครงสร้างทางการเมือง การบริหารราชการไม่เปิดช่องให้ และประชาชนก็มีอำนาจต่อรองทางการเมืองน้อยกว่าพวกนักการเมืองและข้าราชการมากมายหลายเท่า
ระบบการเมืองและการบริหารปัจจุบันเป็นระบบที่มีข้อบกพร่องที่สร้างปัญหาความ ขัดแย้งและทำลายตัวเองในระยะยาว ระบบนี้ส่งเสริมให้การพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจผูกขาดอยู่ในมือคนกลุ่มน้อยท ี่ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองและพรรคพวกมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่และเป็นกลุ่มคนที่ เล่นพรรคเล่นพวก ขาดความรู้ความสามารถ ขาดการมองการณ์ไกลในการบริหารประเทศ ทำให้การกระจายทรัพย์สินและรายได้มีความไม่เป็นธรรมมากขึ้น การพัฒนาเป็นไปอย่างไม่สมดุล ธรรมชาติแวดล้อมถูกทำลาย เกิดปัญหาทางสังคมมากขึ้น

แม้ในบางช่วงพวกเขาจะทำให้เศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศเจริญเติบโตในอัตราสูงได้ แต่เป็นการเติบโตแบบฟองสบู่ที่เกิดจากการลงทุนของต่างชาติ การส่งออกสินค้าที่ใช้ทุน วัตถุดิบจากต่างประเทศมากๆ การเก็งกำไรที่ดิน หุ้น การเติบโตของสินค้า และบริการที่ฟุ่มเฟือย แต่ประชาชนส่วนใหญ่กลับยิ่งเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูง มีงานที่ให้ผลตอบแทนต่ำและไม่มั่นคงมีปัญหาด้านสุขภาพ (กายและใจ) และสภาพแวดล้อมเป็นพิษ ปัญหาอาชญากรรม ความเสื่อมโทรมทางสังคม ฯลฯ เพิ่มมากขึ้น  ชนิดที่กำลังกลายเป็นวิกฤติการณ์ของสังคมไทยมากขึ้นทุกขณะและอาจจะนำไปสู่หายนะ ความล่มจมทางเศรษฐกิจ ความรุนแรงทางการเมืองและสังคมได้ หากไม่มีการปฏิรูปการเมืองในความหมายกว้าง คือ การปฏิรูปโครงสร้างของเศรษฐกิจ การเมืองสังคมไทยอย่างจริงจัง

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ยุคของคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์ยุคที่ 1

อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสูง จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก การสั่งงานใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ยุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอร์ของยุคนี้มีขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วัน (MARK I), อีนิแอค (ENIAC), ยูนิแวค (UNIVAC)
 
มาร์ค วัน
      

                                          อินิแอค                                                  
                                                  

ยูนิแวค
 

คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2
คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ โดยมีแกนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำ มีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก เช่น จานแม่เหล็ก ส่วนทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีการพัฒนาดีขึ้น โดยสามารถเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงซึ่งเป็นภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่คนสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เป็นต้น ภาษาระดับสูงนี้ได้มีการพัฒนาและใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 3 คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม อยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวม (Integrated Circuit : IC) โดยวงจรรวมแต่ละตัวจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ภายในมากมายทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์จะออกแบบซับซ้อนมากขึ้น และสามารถสร้างเป็นโปรแกรมย่อย ๆ ในการกำหนดชุดคำสั่งต่าง ๆ ทางด้านซอฟต์แวร์ก็มีระบบควบคุมที่มีความสามารถสูงทั้งในรูประบบแบ่งเวลาการทำงานให้กับงานหลาย ๆ อย่าง
                                                       
 
                                      
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 4คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก(Very Large Scale Integration : VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ที่บรรจุทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว ทำให้ขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถตั้งบนโต๊ะในสำนักงานหรือพกพาเหมือนกระเป๋าหิ้วไปในที่ต่าง ๆ ได้ ขณะเดียวกันระบบซอฟต์แวร์ก็ได้พัฒนาขีดความสามารถสูงขึ้นมาก มีโปรแกรมสำเร็จให้เลือกใช้กันมากทำให้เกิดความสะดวกในการใช้งานอย่างกว้างขวาง

                                                                       
 
คอมพิวเตอร์ยุคที่ 5คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า เป็นคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์พยายามนำมาเพื่อช่วยในการตัดสินใจและแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น โดยจะมีการเก็บความรอบรู้ต่าง ๆ เข้าไว้ในเครื่อง สามารถเรียกค้นและดึงความรู้ที่สะสมไว้มาใช้งานให้เป็นประโยชน์ คอมพิวเตอร์ยุคนี้เป็นผลจากวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศในทวีปยุโรปกำลังสนใจค้นคว้าและพัฒนาทางด้านนี้กันอย่างจริงจัง